รูปตราชั่งๆ น้ำหนักระหว่าง 2 ผู้สมัครงาน

1. ทักษะการ ฟัง พูด เขียน (Communication Skills)

ทักษะในการสื่อสาร กล่าวคือ ทักษะในด้านฟัง พูด และการเขียนนั้นมีความสำคัญในโลกการทำงานไม่น้อย โดยมหาวิทยาลัยชื่อดังระดับโลกอย่าง มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้ทำการวิจัยและได้ข้อสรุปคล้ายกันคือ ทักษะการสื่อสารหรือ Communication Skill นั้นมีความสำคัญมาก สำคัญกว่าพื้นฐานการศึกษา หรือความสามารถในการทำงานหนักที่คุณมีเสียอีก ที่เป็นแบบนี้เพราะว่านายจ้างต้องการคนที่

“มีความสามารถที่จะจับประเด็นอย่างรวดเร็ว และถูกต้อง และสามารถที่จะกลั่นกรอง และสื่อสารออกมาด้วยคำพูดที่เข้าใจง่าย แต่ยังมีสาระสำคัญในข้อความอย่างครบถ้วน”

ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่คุณจะต้องเรียนรู้ที่จะเป็นทั้งผู้พูดและผู้ฟังที่ดีเพื่อการสื่อสารทั้งใน (กับเพื่อนร่วมงาน กับเจ้านาย หรือลูกน้อง) และนอกองค์กร (กับคู่ค้า, ลูกค้าของบริษัท เป็นต้น) ให้คุณเริ่มต้นจากการอื่น ไปร้านหนังสือหรือเข้าห้องสมุดเพื่อหาหนังสือทางด้านการพัฒนาการสื่อสารมาอ่าน เมื่อเข้าใจเทคนิคต่างๆ ดีแล้ว ก็ให้ทำการฝึกฝน มีคำกล่าวภาษาอังกฤษไว้ว่า Practice is Perfect หมายความว่าการฝึกฝน ปฏิบัติบ่อยๆ เป็นวิถีทางมีประสิทธิถาพมากที่สุด ที่จะช่วยให้คุณเก่งในเรื่องนั้นๆ ดังนั้น ไม่ว่าคุณจะเป็นคนขี้อาย หรือไม่ ฝึกฝนบ่อยๆ ไม่นานคุณจะเป็นคนที่มีทักษะในการสื่อสารชั้นเลิศอีกคนหนึ่ง

2. ทักษะความสามารถในด้านภาษาที่ 2 ที่ 3

ในปัจจุบันภาษาอังกฤษ ถือว่าเป็นภาษาพื้นฐานไปแล้ว ในการทำงานแทบจะทุกสาชาประเภท ให้ประสบความสำเร็จ เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่า ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางที่ผู้คนหลากหลายเชื้อชาติใช้ติดต่อสื่อสารกัน ดังนั้น ความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษ ไม่ใช่เรื่องที่เป็น Option หรือมีก็ได้ ไม่มีก็ได้อีกต่อไป ถ้าคุณต้อง การหางาน สมัครงาน และได้งาน ภาษาอังกฤษเป็นทักษะที่คุณต้องมี อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

โดยเฉพาะ AEC ที่กำลังจะมา แรงงานเพื่อนบ้านที่เขาภาษาอังกฤษดีกว่าเราโดยเฉพาะคนฟิลิปปินส์ พวกนี้เงินเดือนไม่แพง ถามพูดภาษาอังกฤษกันไฟแล็บ ถ้าคุณไม่เตรียมพร้อมตัวเองเนิ่นๆ เมื่อถึงเวลาที่คุณต้องหางาน อาจจะไม่ทันการก็เป็นได้ ถ้าคุณอยากทำความรู้จักกับ AEC ให้มากขึ้น ดูวีดีโอด้านล่างครับ

นอกจากภาษาอังกฤษ ภาษาที่ 3 เช่น ภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่น เป็นต้น ก็มีความสำคัญด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะภาษาญี่ปุ่น เนื่องจากในบ้านเรางานโรงงานนั้นมีให้สมัครไม่น้อยในแต่ละปี ทั้งนี้เพราะบริษัทจากประเทศญี่ปุ่นได้เข้ามาตั้งโรงงานตามนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ ในบ้านเรากันมากมาย ดังนั้น การที่คุณมีทักษะด้านภาษาญี่ปุ่นอีกภาษา เรียกได้ว่าคุณติดปีกให้ตัวคุณเองเลยทีเดียว

3. ทักษะด้านเทคโนโลยี

ในข้อนี้ผมขอเหมารวมเทคโนโลยีพื้นฐานเข้าด้วยกันทั้ง Software, และ Hardware ที่คุณควรรู้ และสามารถงานได้ ในด้าน Software หรือ Application ก็อาทิเช่น โปรแกรมการจัดการเอกสารพื้นฐาน อย่าง MS Word, MS PowerPoint, MS Excel เป็นต้น นอกจากนี้ถ้าคุณสามารถใช้งาน Internet ได้ รับส่งอีเมล์ได้ก็จะดีมาก

สำหรับพวก Hardware ก็จะเน้นในส่วนของอุปกรณ์สำนักงานพื้นฐานที่มีใช้กันในบริษัทห้างร้านทั่วไป เช่น เครื่องถ่ายเอกสาร, Fax, Printer เป็นต้น ถ้าคุณมีทักษะเหล่านี้มากเท่าไร โอกาสที่จะได้งานก็ยิ่งเพิ่มขึ้นครับ

4. ทักษะด้านการทำงานร่วมกับผู้อื่น

ชีวิตทุกวันนี้มีความวุ่นวาย ออกนอกบ้านแต่ละครั้งก็จะต้องประสบกับสิ่งต่างๆ ที่ต้องทำให้เรานำเก็บมาคิด มากังวลไม่น้อย ทำให้คนสมัยใหม่โดยเฉพาะในเมืองหลวงมีความต้องการที่จะเก็บตัวสูงมากกว่าในอดีต ประเด็นนี้นายจ้างส่วนใหญ่ให้ความสำคัญ และนำเรื่อง “การทำงานเป็นทีม” หรือการทำงานร่วมกันกับผู้อื่นมาเป็นปัจจัยหลักปัจจัยหนึ่งในการพิจารณาพนักงานใหม่เข้าทำงาน

คุณต้องแสดงให้เห็นว่าคุณสามารถเข้ากับสังคม เข้ากับเพื่อนร่วมงานได้ มีความสามารถในการทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม สามารถรับบทบาทหน้าที่ได้ทั้งการเป็น

  • ผู้นำที่ดี: กล่าวคือ เป็นผู้นำที่เปิดกว้างรับฟังความคิดเห็นบุคคลอื่นๆ ในทีม และมีการตัดสินใจที่ดี
  • ผู้ตามที่ดี: ที่สามารถปฏิบัติงานในความรับผิดชอบได้อย่างดี

ในกรณีที่คุณเป็นนักศึกษา ยังไม่มีประสบการณ์ หรือได้พบปะผู้คนมากหน้าหลายตา ให้คุณเรียนรู้ศิลปะแห่งการเข้ากับคนได้จาก การเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ของทางสถานศึกษา เช่น เข้าร่วมชมรมต่าง, การออกค่ายพัฒนา เป็นต้น

5. ประสบการณ์การทำงาน

ในระหว่างที่ศึกษาอยู่ถ้ามีโอกาส มีเวลาว่างพยายามหางาน Part Time ทำ ไม่ว่าจะเป็นงานเล็กน้อยอย่างไร ตรงสายที่เราเรียนอยู่หรือไม่ ขอให้ทำไว้ก่อน เก็บเกี่ยวและสะสมประสบการณ์ไว้ เพราะทักษะที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งที่ว่าที่นายจ้างพิจารณานั้น ไม่ใช่การศึกษา แต่เป็นทักษะการสื่อสาร การเข้ากับสังคม และทำงานร่วมกันกับผู้อื่นได้

เรียนไปทำงานควบคู่กันไปด้วย อาจจะดูเป็นการเหนื่อย และเวลาว่างที่จะไปทำกิจกรรมประเภทอื่นน้อยลง ทว่าถ้าคุณสามารถอดทนในระยะเวลา 2-3 ปี ได้ หลังคุณเรียนจบ และได้เขียนประสบการณ์การทำงานหลากหลายประเภทระหว่างเรียนหนังสือ ลงใปใน Resume รับรองว่าจะสร้างความประทับใจเบื้องต้นให้กับผู้พิจารณารับคุณเข้าทำงาน ไม่มากก็น้อย

  •  
     

ทักษะ - คำแนะนำอื่นๆ